firm's profileiPhotosBlogListsMore ![]() | Help |
|
|
iam f î r m May 09 My Spaceพื้นที่ส่วนตัว ที่ห่างเหินหมางเมินมองข้ามไปนาน
กลับมาจรดนิ้วลงบนคีย์บอร์ด บนยูเซอร์อินเตอร์เฟสที่คุ้นเคยอีกครั้ง
น่าเศร้า ครั้งนี้คงไม่มีคนอ่านอย่างที่เคยเมื่อครั้งนั้น
น่าเศร้า ไม่รู้ว่าความหมายของที่นี่จริงจริงแล้วคืออะไร
พื้นที่ส่วนตัว ที่ที่ฉันมีสิทธิมากมาย จะระบายสิ่งใดที่บังเอิญเดินผ่านเข้ามาในหัวใจลงไปก็ได้
หรือพื้นที่สาธารณะ ที่ที่ฉันทำไป เพื่อให้ใครเห็น
ตลกดี ตลอดเวลา ฉันให้ค่าที่นี่ในฐานะ พื้นที่ส่วนตัว
แต่พอเมื่อเวลามาถึง ยูเซอร์อินเตอร์เฟสของโปรแกรมวินโดวไลฟ์แมสเสนเจอร์ ไม่ชวนชมเข้ามาที่นี่อีก
การจรดนิ้วลงพิมพ์สเปซ ก็ร้างรา เลิก หายไป
แล้วจริงๆแล้วมันมีความหมายอะไรกันแน่ สำหรับฉัน
มันคือการได้สื่อสารใช่ไหม
กับตัวฉันเอง
กับคนอื่น
กับคนที่รู้จักฉัน
นั่นสินะ
ข้อดีของสถานที่นี้คือการได้ปลดปล่อยความคิด
สิ่งใดที่ผ่านเข้ามาในจังหวะนั้น ถูกปลดปล่อย ลื่นไหล เหนือกฎเกณฑ์แวดล้อมใดใด
ไม่ต้องคำนึงว่าจะสื่อสารอะไรหรือไม่ ใครคือคนที่จะเป็นกลุ่มเป้าหมาย และต้องการจะพูดถึงอะไร
แค่รู้สึกว่า ประมาณนี้ ก็มากพอสำหรับการด้นสเปซขึ้นสักเอนทรี่
จริงจริง เมื่อกลับมายังพื้นที่นี้ ก็กลับรู้สึกดีอย่างบอกไม่ถูก
ลื่นไหลเหมือนเคย อิสระเช่นเคย
ดีใจแฮะ
ใจนึง ตอนแรกที่เริ่มเขียนเอนทรี่นี้ก็อยากจะมาสั่งลาแหละนะ
อยากจะเขียนบลอคใหม่ บลอคที่มีจุดประสงค์ มีเนื้อหา มีกลุ่มเป้าหมายบ้าง
แต่ก็นะ ไม่รู้ว่าจะสำเร็จไหม ดังรึเปล่า
หรือว่าจะมีความสุขอย่างเขียนอยู่ที่นี่ตอนนี้ไหม ลื่นไหลเช่นนี้หรือเปล่า
อื้มม ดังนั้นนี่คงอาจจะไม่ใช่ครั้งสุดท้าย ที่จะมาที่นี่
หากจะไม่มีคนเข้ามาอ่านเลยก็คงเป็นเรื่องที่จั๊กจี้ดีไปอีกแบบ
ที่คนมากมายจะยังมีสิทธิเสิช หรือลิ้งค์มาจนถึงหน้านี้แล้วนั่งอ่านอยู่ได้อยู่เหมือนกัน
ก็คงคล้ายๆในแลนด์สเคปของโลกไซเบอร์ ก็จะมีร่มเงาใต้ต้นไม้เล็กเล็ก ที่ฉันจะได้นั่งคุยกับตัวเอง
หรือถ้าจะมีใครบังเอิญผ่านเข้ามาร่วมสนทนา ก็คงจะยิ่งน่ายินดี
แค่รอวันถูกพบเจอ
ส่วนที่นี่ก็จะยังเป็นที่ของฉัน
และฉัน ก็จะยังคง ก้าวไปยังที่ที่ตั้งใจไว้ ตั้งแต่วันนั้น ตลอดมา
.
.
.
ยินดีที่ได้กลับมา February 14 Februaryมุมปากลากเส้นเชื่องช้าเป็นรอยยิ้มจางจางบนใบหน้า เมื่อย้อนคิดถึงเรื่องราวที่ผ่านมา
ฉันจะไม่กลับหลังหันไปมองมันเพื่อจะหาทางแก้ไขสิ่งใดอีกแล้ว
ฉันเติบโต และผ่านเวลานั้นมาแล้ว
oh reckless abandon
ช่างอ่อนหัด ทำอะไรเฉิ่มๆ ให้ความหมายกับสิ่งที่ไม่ควรให้
ใช้เวลาเลื่อนลอย ไร้จุดหมาย
like no one
watching you
ล้วนมีความหมาย
ตัวต่อค่อยค่อยถูกเลือกเฟ้นจากกองชิ้นส่วนกองใหญ่
องค์ประกอบที่เหมาะเจาะ เรียงร้อยก่อปฎิกริยาสวยงาม
a moment, a love
a dream, a laugh
a kiss, a cry
our right, our wrong
ส่วนผสมถูกกรองเก็บสะสมในภาชนะบรรจุในปริมาณที่พอสำหรับฤดูหนาว
หากจากวันนี้จะพายุหรือสิ่งใดจะพัดพา
คงผ่านไปได้
แค่คงปฎิกริยานี้ไว้
just stay there
cause i'll be comin over and while our bloods still young it's so young it runs and we won't stop til it's over won't stop to surrender . .
.
.
.
.
s w e e t d i s - p o - s i t - i o n January 25 road aheadตลกดี
ที่ผ่านมาผมมองหาบางอย่างตลอดทางที่ได้เดินผ่าน
ผมค้นหาหลายสิ่งหลายอย่างที่ผมต้องการ มาเติมเต็มตัวผม
ผมเจอบางอย่าง
และไม่เจอบางอย่าง
.
.
.
รอยแหว่งถูกเติมเต็มได้ส่วนหนึ่ง
อีกส่วนไม่
ครั้งใดที่ผมเหลียวไปมองรอยแหว่งที่ยังเหลืออยู่นั้น ก็พบว่า
ผมยังต้องค้นหาบางอย่างต่อไปสินะ
.
.
.
แต่แล้วเมื่อหันหลังกลับไปมองอดีตที่เดินผ่านมา
ผมก็พบว่าผมเคยได้พบมันแล้ว
ตัวต่อที่เติมเต็มในที่ว่างเหล่านี้
เป็นผมเองที่ทำมันหล่นระหว่างทาง
ทุกอย่างเชื่อมโยงกันหมดในเวลานั้น
สิ่งที่ผมต้องการยืนอยู่ตรงหน้าผมโดยไม่รู้ตัวในเวลานั้น
ผมพลาดหลายอย่าง
.
.
.
แต่เสียงจากด้านข้างบอกว่า
จงเดินต่อไป อย่ามัวแต่หันซ้ายหันขวาโลเล
ผมกล่าวขอบคุณ
.
.
.
ถนนยังทอดยาว
อดีตสอนบางอย่างให้ผมแล้ว
พรุ่งนี้จะเป็นอย่างไร
November 26 catalystในปฏิกิริยา
สารกลุ่มหนึ่งมีปฏิกิริยาต่อกัน
แยกส่วน ถอดองค์ประกอบ จัดเรียง ร้อย สอดประสาน เกาะกลุ่ม สร้างตัวตนใหม่
เดินหน้าแปรสภาพจากสิ่งหนึ่งไปเป็นอีกสิ่งหนึ่ง
ตัวเร่งปฏิกิริยาคือสิ่งที่เขาใช้เรียกผม
ผมเกิดมาเพื่อให้ทุกอย่างดำเนินไปเช่นนั้น อย่างถูกต้อง รวดเร็ว
หลังการแก้ไขจัดวางองค์ใหม่ สิ่งที่ผมมีส่วนร่วมก็กำเนิดเป็นสิ่งใหม่ เติบโต งดงาม
ภาพนั้นทำให้ผมมีความสุข
.
.
.
ถ้าการเปลี่ยนถ่ายตัวตนคือการเติบโต
ผู้สร้างสรรค์คือผู้ที่ถ่ายทอดตัวตนลงในเมล็ดพันธุ์
และเกิดใหม่ไปพร้อมผลงาน เพื่อจะสร้างสรรค์ความเป็นไปได้ไม่รู้จบ
ผมก็เป็นแค่ตัวประกอบในสมการ
แค่ พื้น เสา คาน คอนกรีตเสริมเหล็ก หน้าตาสับปะรังเค สำหรับวิ่งผ่านด้วยความเร็วอย่างต่ำหกสิบกิโลเมตรต่อชั่วโมง
ไม่ได้สวยงามอะไร
Just because I'm losing
Doesn't mean I'm lost Doesn't mean I'll stop ....
Doesn't mean I will cross .
.
.
เป็นตัวละครเอกที่มีปม
ถ้าอยากจบแบบแฮปปี้เอนด์ดิ้ง ผมก็น่าจะหยอดความหวังไว้ในตอนสุดท้าย
อาจจะเช่นว่า เป้าหมายของการมีอยู่ของแต่ละสิ่งก็ต่างกันไป
หรือว่า สมการของปฏิกริยาที่ต้องการเราเป็นส่วนประกอบตั้งต้นคงหล่นอยู่ไม่ไกลในภาพเงาของอนาคต
แต่นั่นมัน บูลชิท!
ในความหมายระหว่างตัวอักษรที่ผมจำกัดความหมาย สร้างฉากหลัง ใส่สี เติมกลิ่นลงไปเอง
มันจะเริ่มต้น ดำเนินไป หักมุม เลี้ยวซ้าย ยูเทิร์น หรือ จบอย่างไรนั้น มันเรื่องของผม!
ผมอาจจะบอกว่า ทันใดเขาก็ตื่นขึ้นในตอนเช้า ใช้ชีวิตปกติสุขตามภาษามนุษย์ที่ไม่ใช่สารเคมีใด ลืมสิ้นฝันที่เพิ่งผ่านไป
หรือเมื่อสารนั้นได้พบกับปฏิกิริยาที่เขาจะเป็นตัวตั้งต้นได้ นั่นคือเขาต้องสูญสิ้นคุณสมบัติที่เป็นตัวเขาทั้งหมดไป และหาความสุขไม่ได้อยู่ดี
เออ ก็โลกความจริงมันไม่ได้จบแบบ ฟีลกู้ด กันไปซะทุกเรื่องนี่หว่า
Just because I'm hurting Doesn't mean I'm hurt Doesn't mean I didn't get what I deserve No better and no worse I just got lost
Every river that I've tried to cross And every door I ever tried was locked Ooh-Oh, And I'm just waiting till the shine wears off... You might be a big fish
In a little pond Doesn't mean you've won 'Cause along may come A bigger one And you'll be lost
Every river that you try to cross Every gun you ever held went off Ooh-Oh, And I'm just waiting till the firing stops Ooh-Oh, And I'm just waiting till the shine wears off
Ooh-Oh, And I'm just waiting till the shine wears off
Ooh-Oh, And I'm just waiting till the shine wears off...
October 30 a day as a dot.
.
a day as a dot
.
.
ในหนึ่งวัน เราได้ทำอะไรลงไปบ้าง ?
ในทุกทุกหนึ่งวันเราเคลื่อนที่ไปจากวันก่อนหน้าอย่างไร ?
.
สิ่งที่เราต้องการจะมีในชีวิต ก็คงคล้ายคล้ายเป็นภาพ
จากวันที่หนึ่งไปวันที่สอง เราเลื่อนจุดสร้างเส้นขึ้นมา
.
.
.
a day as a dot
days as dots
dots as line
.
.
.
บางทีที่จะสร้างเส้นโค้งที่สวยงามก็อาจจะต้องใช้เวลา
เคลื่อนตัวเชื่องช้าสร้างเส้นโค้ง
.
หรือบางทีที่เราจะสร้างเส้นตรงยาวยาว
เราก็อาจะต้องเร่งตัวสุดตัวเพื่อลากเส้นระหว่างจุดนี้ให้ยาวที่สุด
.
ทั้งเส้นตรง เส้นโค้ง เส้นเฉียง เส้นเอียงกระเท่เร่
ภาพนั้นค่อยค่อยก่อตัวขึ้นอย่างเชื่องช้า
.
.
.
i drew a line, i drew a line for you
.
.
.
บางทีก็บรรจง
บรรจงเกินไป ภาพก็อาจเสร็จไม่ทันเวลาน้อยนิดของช่วงชีวิต
.
บางทีก็ถุย
ถุยเกินไป ภาพที่สร้างขึ้นมาก็อาจไม่สวยงาม ไม่ฟังก์ชั่น ไม่มีคุณค่า
.
ถ้าภาพเล็ก เราก็ผ่านมันไปได้เร็ว
ถ้าภาพใหญ่ เราก็อาจต้องใช้เวลา
.
จะมีกี่ภาพที่เราอยากจะวาด
จะใช้จำนวนจุดที่มีจำกัดของเราวาดอะไร
ภาพนั้นมีความหมายกับเราแค่ไหน
.
.
.
ทั้งหมดนั้นก็เป็นการมองการไกล
เราก็ยังคงทำสิ่งที่เราทำเสมอมา
.
.
.
จุด
October 06 ความหนาแน่นในมวลอากาศความหนาแน่นในมวลอากาศ
โอ้, ความหนาแน่นในมวลอากาศ โอ้, ความหนาแน่นในมวลอากาศ
ฉันตามหาเธอ
ในบางวัน ที่ร่างกายฉันเจือจาง จนแทบว่างเปล่า
ฉันมองหาเธอ
ในคืนเดือนมืดเป็นแสงที่จะนำฉันไปยังหนทางข้างหน้า
ฉันวิ่งหาเธอ
ในบางครั้งที่อากาศรอบกาย เต็มไปด้วยความหนาแน่นของมลพิษที่ฉันรังเกียจ
การวิ่ง ต่างจากการวิ่งหนียังไง
เพราะฉันมีจุดหมายในใจ
เพราะฉันวิ่งไปหาเธอ
แต่ปัญหา
ฉันเพียงอยากสูดอากาศเอาเธอ, ความหนาแน่นสดใหม่ในมวลอากาศ, ลงไปให้ชุ่มปอด แล้วหายใจออกเอามลพิษเก่าๆทิ้งไป
แต่ฉันไม่แน่ใจ
เธออยู่ไหน
.
.
.
.
.
ฉันเดินไปบนถนน เลี้ยวตามซอยซอกตรอกเล็ก
สูดหายใจเข้าแต่เพียงเบาเบา รับมลพิษให้น้อยที่สุด
สูดหายใจเข้า เพียงเพื่อค้นหาเธอ
เพื่อจะได้, สูดหายใจเข้า ให้เต็มปอด
อีกครั้ง
แปลกดี มาตอนนี้ผมชักรู้สึกว่าชื่อเธอชักจะยาวไป
ความหนาแน่นในมวลอากาศ
ความหนาแน่นสดใหม่ในมวลอากาศ
เฮ่ย, นั่นยิ่งยาวขึ้นนี่
.
ความน่าสนใจ
คำนี้ไม่ถึง
แรงบันดาลใจ
เออ, เริ่มดี
muse
เท่ดี ต่างชาติดี คติดี
.
เออ, แต่ก็เท่านั้น สุดท้ายแล้ว จะชื่อจริงหรือชื่อเล่น ชื่อกลางหรือนามสกุล เธอก็ยังเป็นเธอ
ความหนาแน่นในมวลอากาศที่ฉันใฝ่หา
อะไรนะ, คุณไม่เข้าใจเลยหรอว่าผมพูดถึงอะไร
จะว่ายังไงดีล่ะ
มันก็คงคล้ายกับ
เวลาที่ฝนเม็ดแรกร่วงหล่นหยั่งเชิง
ก่อนที่สายฝนจะโปรยปรายบ้าคลั่ง
การได้เป็นส่วนหนึ่งของฝนเม็ดแรก
ก่อนการก่อกำเนิดของบางสิ่งบางอย่าง
ตัดสินใจตกหล่นจากฟากฟ้าพร้อมเพรียงเมื่อถึงเวลา
มันคงคล้ายกับ
รอยต่อของป่าคอนกรีต และสวนต้นไม้
ออกซิเจนที่หนาแน่นเข้มข้นกว่าที่เคยสูดมาตลอดวัน
มันคงคล้ายกับ
เวลาคุณนั่งคุยกับเพื่อนที่รู้ใจในคืนค่ำ
แล้วตื่นขึ้นมารู้ว่า วันนี้ฉันมีชีวิตเพื่ออะไร
และคนที่เดินอยู่ข้างฉัน รู้ว่าเรากำลังจะเดินไปที่ไหนสักแห่ง
ด้วยกัน
.
.
.
.
.
โอ้, ความหนาแน่นในมวลอากาศ โอ้, ความหนาแน่นในมวลอากาศ
ฉันตามหาเธอ August 26 2 มิ ติ เ ว้ า แ ห ว่ งภาพในระนาบแบนของหน้าจอ ทำให้ผมจดจ้อง บรรจงระรัวกดปุ่มในมือ
กิจกรรมการเล่นเกม ที่ห่างหายไปสักพัก จากชีวิตผม
จากวัยเด็ก เด็กชายหุ่นยนต์ร่างสีฟ้า ปรากฎกายด้วยสภาพพิกเซลเม็ดบะเร่ง เมื่อเทียบกับสัดส่วนร่างกาย
ประกอบกันขึ้นมาเป็นภาพลักษณ์ของตัวละครที่เราบังคับผ่านพื้นที่ ที่เปลี่ยนหน้าจอแบนราบให้มีมิติของด้านหน้า หลัง บน ล่าง
เด็กชายเปลี่ยนมือข้างหนึ่งเป็นปืนบัสเตอร์ ยิงกระสุนต่อสู้กับหุ่นยนต์ที่ถูกควบคุมโดยนักวิทยาศาสตร์ที่พยายามจะยึดครองโลก ทุกครั้ง ที่เขาชนะหัวหน้าแต่ละด่าน เขาจะเรียนรู้ความสามารถของหัวหน้านั้นมาใช้เป็นของตัวเองได้
และความสามารถใหม่นั้นเมื่อถูกใช้ถูกที่ถูกทาง ก็จะทำให้อะไร อะไร ผ่านไปได้ ง่ายขึ้น
.
.
.
ผ่านเวลา วงการเกมเปลี่ยนแปลงไป
ยุคสมัยของเกมที่สามารถจำลองภาพสามมิติได้ เริ่มย่างกรายเข้ามา
ผมไม่คุ้นชิน
นิยมสองมิติที่สมกับระนาบระนาบหนึ่งจะบอกเล่า
ข้อจำกัดที่ลดน้อยลง จริงอยู่เพิ่มความเป็นไปได้
แต่ก็อาจลดความสร้างสรรค์
.
.
.
ไฟนอล แฟนตาซี แทคติค แอดวานซ์ คือเกมล่าสุดที่เพิ่งผ่านมือไป (ซึ่งแน่นอน สองมิติ!)
เกมวางแผนการรบแบบเทิร์นเบส ที่ให้เราวางกองทัพที่มีความสามารถแตกต่างกันออกไป ลงไปสู้รบบนสนามที่แบ่งเป็นช่องตารางคล้ายหมากรุก
โดยแต่ละตัวละคร จะมีเผ่าพันธุ์แต่กำเนิด และอาชีพที่สามารถเลือกเปลี่ยนได้ โดยจำกัดอาชีพตามความถนัดของแต่ละเผ่า
โดยแต่ละความสามารถในสายอาชีพ สามารถเพิ่มขึ้นได้ด้วยการฝึกฝนเรียนรู้จากอาวุธที่ถืออยู่
จนเมื่อสะสมได้จนบรรลุเกจแล้ว ความสามารถนั้นก็จะติดตัวละครนั้นต่อไป
ในศึกสงคราม การจะมีเพื่อนร่วมศึกที่มีความถนัดแตกต่างกันไป ย่อมช่วยให้แผนการรบมีทางเลือกที่หลากหลายมากขึ้น กว่าการเล่นแบบเน้นความสามารถประเภทเดียว
ถึงแม้ความหลากหลายที่ว่าไปนั้น อาจจะดีกว่าหรือไม่ก็ตาม
.
.
.
บทเรียนง่าย ง่าย ของสองเกม
เรียนรู้จากประสบการณ์
ฝึกเข้าก็ทำได้
แค่สองอย่างนี้ ที่ผมรู้ เข้าใจ แต่ทำไม่ได้ สักที
ถ้าเราต้องการอะไรจริงจริง ย่อมมีวิธีที่จะได้มันมา
ให้ตาย
ตัวอักษรสีขาวปรากฎเป็นคำว่า fin บนฉากพื้นหลังสีดำ
นี่ไม่ใช่สิ่งที่ผมต้องการ July 22 มอสสีขจีบนแผ่นหินบางคนที่นี่ รำคาญการมีอยู่ของมัน
แต่ถึงอย่างไรนั่นก็เป็นเพียงชนส่วนน้อย
แผ่นกระเบื้องหลังคาในจังหวัดเชียงใหม่
จะไม่ใหม่เอี่ยมตามชื่อจังหวัดอยู่ได้นานนัก
ตะไคร่น้ำก็จะเริ่มจับจองพื้นที่ลงบนนั้น
สร้างลวดลายยากจะลอกเลียน
กระทั่งแผ่นหินที่วางอยู่กลางสวน
เป็นแผ่นหินที่หน้าตาไม่ได้โดดเด่นอะไร
อยู่ในระดับต่ำพอให้เท้าเหยียบย่ำ
แต่แผงระนาบเขียวที่ปกคลุมมันอยู่
.
ชุ่มชื้นและมีชีวิต
.
เพื่อนผมเล่าไว้ ณ แผ่นหินนั้น
มอสไม่ต้องปลูก
ที่ใดอากาศดี มันจะโตขึ้นเองทันที
จบเรื่องเล่า ผมสูดอากาศลึกลงปอด
.
.
.
.
.
เออ, อากาศดี
May 28 this is the land of smile, you know ?- 1 -
เธอเห็นท้องฟ้านั่นไหม ?
เพลงนี้ลอยอยู่ในโลกนานเท่าไรไม่อาจรู้ได้ ผ่านหูผมไปกี่ครั้งไม่อาจนับได้
แต่ผมรู้ ว่ามันมีอยู่
- 2 -
กลางช่วงซัมเมอร์สุดท้ายของชีวิตนิสิต หลังการฝึกงานเสร็จสิ้น
ตามคำชวนทาง เอ็มเอสเอ็นแมสเซนเจอร์
ผมไปยืนเต้นระบำ แหกปากร้องเพลงอยู่ที่ชายหาดหัวหินเป็นชั่วโมง ชั่วโมง
เมื่อมีเพลงหลากแนวมาเล่นเรียงคิวให้ยืนฟัง
ราวกับเป็นครั้งแรกที่ผมรู้ว่า อะไร ที่ทำให้เพลงบางเพลง แตกต่างจากเพลงอื่นอื่น
- 3 -
วิคิพีเดีย พูดถึงประวัติวงทีโบนไว้ว่า
หลังจากอัลบั้มที่สาม วงนี้ต้องพบกับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่
เปิ้ล นักร้องนำ ผู้ที่เคยฝากเสียงไว้ในเพลง เธอเห็นท้องฟ้านั่นไหม ได้จากไปเพราะอุบัติเหตุทางรถยนต์
- 4 -
ดีวีดีทีโบน ตั้งอยู่ในหิ้งที่บ้านผม นานพอพอกับเวลาที่ผมย้ายบ้านมาที่บ้านนี้
แรกเริ่มเดิมทีผมไม่ชอบเพลงทีโบน
มันดูจะสดใสสนุกสนานเกินไป และบางเพลงก็ดูฟังยาก เข้าใจยาก เกินกว่าที่จะทำให้ผมสนใจตั้งใจฟัง
หลังจากได้เข้าไปสู่วงจรของระบบออฟฟิศสองครั้ง กับสองฤดูร้อน กับสองสถานที่
ผมสรุปได้ว่า การทำงานที่มีคุณภาพ ในปริมาณต่อเวลาที่เยอะ จะนำมาซึ่งเงินที่เยอะ
หรือถ้าไม่งั้นผมก็ควรจะไปศึกษาต่อด้านการบริหาร หรือการเงิน เพื่อจะนำความรู้มาหาช่องทางบางอย่าง
ซึ่งจะทำให้ผมได้เงินมาง่ายดายขึ้นโดยไม่ต้องออกแรงมากนัก
ทั้งสองอย่างดูจะไม่ 'ฟิต' กับความคิดของผมมากนัก
เพราะการทำงานในปริมาณต่อเวลาที่เยอะ ไม่ได้นำมาซึ่งคุณภาพที่แท้จริง
(อย่างน้อยก็ในเชิงอารมณ์ของผม ฮ่าฮ่า)
และการเอารัดเอาเปรียบคนอื่นด้วยระบบ เป็นเรื่องที่ผมขอเลือกว่าจะไม่เล่นเกมแบบนั้นดีกว่า
- 5 -
พี่โหน่ง ทีโบน หรือที่เรารู้จักกันอีกชื่อว่า เดอะโฟโต้สติกเกอร์แมชชีน
กับบทสัมภาษณ์สั้นๆระหว่างเพลง
ภาพพี่โหน่งกำลังขับรถไปตามถนน ภาพภายนอกมองเห็นตึกสูงมากมาย เคียงข้างด้วยรางรถไฟฟ้าขนาดใหญ่เป็น ฟอร์กราวด์
Q : เป็น จบสถาปัตย์มา ใช่ไหมครับ
โหน่ง : (พยักหน้า)
Q : แล้วทำไมพี่ถึงได้มาเล่นดนตรีได้
โหน่ง : เพราะว่าชอบเรียน แต่ไม่ชอบทำงาน ชอบเรียนสถาปัตย์ แต่ไม่ชอบทำงานสถาปัตย์
โหน่ง : สถาปัตยกรรมเนี่ย หนึ่ง กินพื้นที่โลก สอง ใช้ทรัพยากร บังคับให้ทุกคนยอมรับด้วย
โหน่ง : กูจะทำอย่างนี้อ่ะ ทำไม กูจะทำหน้าตาอย่างนี้อ่ะ ทำไม
โหน่ง : แล้วก็ยัดเยียดความคิดของตัวเองลงไปในสถาปัตยกรรม
โหน่ง : คือพี่ไม่เชื่อในเรื่อง ความเป็นสาธารณะ ไม่ว่าจะในเรื่อง ฟังชั่น หรือในเรื่องความงามเนี่ย มันไม่มีจริง
โหน่ง : เพราะงั้นการที่เราตัดสินใจอะไรลงไปเนี่ย มันอันตราย ดังนั้นจึงเลือกไม่ทำ
โหน่ง : แล้วมาทำเพลง มันไม่ทำร้ายใคร ไม่กินพื้นที่โลก ใครอยากเสพ เสพ ใครไม่อยากเสพ คุณก็ไม่ต้องฟัง
- 6 -
สำหรับวิถีชีวิตที่ทอดอยู่ข้างหน้าผม ก่อนที่ต้องพบกับความเป็นจริงที่รอผมให้ย่างเท้าไป
ผมว่าเพลงของทีโบน ได้ส่งเสียงเพื่อเตือนอะไรบางอย่างเอาไว้แล้วเรียบร้อย
ให้เปรียบ บทเพลงที่สนุกสนานเปี่ยมด้วยรอยยิ้มของทีโบน ก็คงคล้ายกับร่มเงาไม้
ที่พักฟื้นให้เรามีกำลัง พอจะย่ำเท้าตากแดดไปตามถนนแห่งความเป็นจริงต่อไปได้
โดยไม่ลืมคำสัญญา ที่เพื่อนร่วมทางของพวกเขาเคยขับขานไว้
เธอเห็นท้องฟ้านั่นไหม
ฉันเก็บเอาไว้ให้เธอ
และจะเป็นเช่นนั้นเสมอ
ถนนสายนั้นที่ทอดยาว
มีเรื่องราวของความเป็นจริง
มีเงาไม้เอาไว้ให้พักพิง
มีเอาไว้ให้เธอยามอ่อนล้า
เธอเห็นท้องฟ้านั่นไหม
เห็นเงาของเมฆหรือเปล่า
ทะเลสีครามที่ทอดยาว
เห็นความรักฉันบ้างไหม ช้าไปหน่อย, ผมเพิ่งเห็น
แต่ก็พูดได้เต็มปากว่าผมชอบเสพเพลงของวงนี้
เหลือเกิน
May 10 refillable etherในเวลาที่คุณตื่นขึ้นมาตอนเช้าโดยที่ไม่ต้องทำอะไร
แรงขับดันภายใน ว่างเปล่าไร้พลัง
บางทีอาจจะเป็นฉากโปรด ในหนังเรื่องหนึ่งจากกรุดีวีดี
หรือว่าเป็นเพลงโปรด ที่หล่นหายจากความทรงจำในลิสของไอจูน
คำหรือภาพวาด ที่เคยจรดปากกาเขียนทิ้งไว้ในสมุดคู่กายเล่มเก่าเมื่อหลายปีก่อน
หลังจากเสพแต่พอหัวใจเต้นแรง
ก็จะตกใจว่าโมเม้นน่าเบื่อในตอนแรกนั้น มันกินเวลาเราไปตั้งเท่าไร
Maybe I'll tangle in the power lines.
March 23 เ ง าเสียงเจื้อยแจ้ว ลอยอยู่ในอากาศ
เสียงหัวเราะของสาวน้อยน่ารักคนนี้ ทำให้โลกของผมมีสีสันได้มากขึ้นเยอะทีเดียว
คงจะดีกว่านี้
ถ้าหากเธออยู่ที่นี่ จริงจริง
หลายเดือนแล้วที่เงาของผมพลัดหลงหายไป
ผมเองก็ไม่แน่ใจนักว่าได้ทำอะไรผิดต่อมันไปหรือเปล่า
แต่รู้สึกคล้ายกับว่า ผมอาจจะไม่ได้เจอมันอีกแล้ว
แปลกดี ทั้งทั้งที่เวลาที่เราไม่มีเงา รอบตัวน่าจะสว่างมากกว่าปกติ
เราน่าจะไปยีนอยู่กลางแสงแดดแล้วถูกห้อมล้อมด้วยมวลอณูแสงเหล่านั้นได้
มันน่าจะสดใสและสว่างกว่าที่ผมเคยเจอ
แต่มันไม่ใช่เลย
การพลัดหลุดจากร่างเงา ก็คือการพลัดหลุดจากอณูแสงเช่นกัน ผมคิดถึงเวลาที่ยังมีเงา
และยิ่งกว่านั้น
ผมคิดถึงเวลาที่ยังมี เรา
กลับมาที่ยัยคนนี้ดีกว่า
จู่จู่เธอก็เข้ามาโผล่ในชีวิตผม
ทุกเวลา ทุกสถานที่เธอตามผมไป
แต่ผมก็ไม่รู้จะว่าอะไรเธอได้
ก็เธอเป็นแค่ร่างเงาของคนอื่นเท่านั้นนี่นา
จะรั้งก็ไม่อยู่ จะไล่ก็ไม่ไป
โลกนี้มันจะอะไรกันนักหนา
เอาเถอะ,
สักพักผมคงชิน
March 19 y dr enสองมือกางแบหลาอยู่ตรงหน้า
"นี่ตัวฉันเองหรือ?"
เขาคอยเฝ้ามองทุกอย่างเคลื่อนที่ด้วยความเร็วที่แตกต่างไป
เพื่อมองหาจังหวะที่เขาจะตัดสินใจก้าวแทรกเข้าไปในโลกอันวุ่นวาย
ก่อนนั้นเขาหยุดนิ่ง ลอยเอื้อยอิ่งตามกระแสธารเวลา ราวกับไร้ตัวตน
มองดูสรรพสิ่ง เก็บเป็นความทรงจำ เรียนรู้ทุกๆอย่าง
.
.
. .
ทฤษฎีทั้งปวงที่เรียนรู้มา หยิบยกแยกหมวดไม่เคยทันเมื่ออยู่ต่อหน้าความจริงที่ไม่เคยพบเจอ
"มือเธอใหญ่ดีจัง"
เขาไม่เคยจ้องมองมือของตัวเอง นานขนาดนั้นมาก่อน
February 28 onceเลื่อนไหลไปข้างหน้า
ไม่มีรถไฟคันใดวิ่งถอยหลังนอกสถานีจอด
เมื่อเราเองก็ยังเดินทางต่อไปบนรถนี้
เป็นเพียงผู้โดยสารที่ไม่อาจควบคุมรถไฟได้
มีเพียงนานนานครั้งที่รถผ่านบางสถานีและจอด
เราก็จะตัดสินใจลงไปจากรถหรือจะไปต่อได้
จนกว่าจะถึงบางจุดที่เป็นเหมือนเช็คพ้อยต์
หลักกิโลระหว่างทาง
จุดชมวิวที่งดงามและชวนให้หยุดพักการเดินทางและจ้องมอง
เราก็คงต้องเดินทางต่อไปเรื่อยๆ
ไม่รู้ว่าเมื่อไรจะถึง เป้าหมายที่ตั้งใจ
จนเมื่อเนิ่นนานไป ก็ไม่รู้ว่าอะไรกันแน่ คือสิ่งนั้น
เรากระโดดขึ้นนั่งรถไฟขบวนเดียวกันในช่วงเวลาหนึ่ง
บางคนก็มี บางคนก็ไม่มี
บางคนก็หา บางคนก็ไขว่คว้า บ้างก็ไม่สนใจ
รถไฟคือการเดินทางร่วมกันของกลุ่มคน
คนที่อาจจะไม่เคยสนใจจะคุยด้วย คนที่ถูกชะตา
คนที่เราหลงรักตั้งแต่พบหน้า หรือคนที่กลายเป็นเพื่อนที่ดี และอาจจะจืดจางกันไป
บางคนก็อ่านหนังสือ ฟังเพลง อยู่กับตัวเอง
บางคนก็นั่งคุยเรื่อยเปื่อย คิดถึงอดีต พูดถึงอนาคต บ่นถึงวันที่ผ่านมา
บางคนหยิบกีต้าร์ร้องเพลง บรรเลงเพลงประสานเสียงเครื่องจักร
หรืออาจจะแค่มองไปที่ทิวทัศน์ ลับตา
เมื่อถึงสถานีทุกอย่างก็จะเปลี่ยนไป
คนที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม หรืออีกด้านของทางเดิน ก็จะต้องไปตามทางของเขา
เราซึ่งมาคนเดียว ก็จะต้องลงจากรถไฟคันนี้และไปยังจุดหมายที่เป็นของเราคนเดียว
..งั้นหรือ ?
ก่อนจะลงจากรถไฟ
ชายหนุ่มตัดสินใจย้อนขึ้นไปบนรถไฟ
'ถ้าคุณไม่รังเกียจ ทำไมเราไม่ลงไปเที่ยวเมืองนี้ด้วยกันก่อน แล้วพรุ่งนี้คุณค่อยนั่งรถไฟไปต่อ'
'ฟังดูน่าสนุกดีนะคะ'
รถไฟเที่ยวหนึ่ง จะเกิดขึ้นเพียงครั้งเดียว
นั่นเป็นกฎของเวลา
แล้วมันก็จะผ่านพ้นไป
เราเลือกได้แค่ว่า
อย่างไร February 19 rough piecesเคยคิด
ว่าคนบางคน
ดีกว่าถ้าจะอยู่ โดยไม่มีความรัก
เพราะเมื่อไม่มีคนรัก
ความรู้สึกก็จะอัดแน่น
กรองกลั่นออกมา สร้างสรรค์สิ่งสวยงาม
พอเพื่อนบางคนมีความรักไป
ก็เสียดายว่าจะไม่ได้เห็นข้อความเปี่ยมความหมาย
บนพื้นที่นั้นแล้ว
แต่ตอนนี้คิดว่านั่นไม่สำคัญแล้ว
ถึงโลกของแต่ละคนจะหมุนไปคนละทางกัน
ถึงไม่ได้อ่านข้อความดีดีนั้นอีก แต่คนคนนั้นก็จะยังอ่านโลก เพื่อสักวันจะเขียนถึงมันอีกครั้งอยู่
ถึงจะไม่ได้ยินเสียงเพลง แต่เสียงเพลงนั้นก็จะยังถูกขับขานอยู่ที่อื่น เวลาอื่น แน่นอน
แล้วเมื่อเราพบเจอกันอีกครั้ง
ในอนาคตอันไม่แน่นอน
พร้อมกับตัวตนใหม่
ที่มีหัวใจใหญ่กว่าเดิม
January 28 posibilitiesอีกแล้ว
คำนี้ดังกึกก้องในหัวเขา
เสียงของมัน เสียดแทงลึกลงไปในหัวใจ
โลกเรามีความเป็นไปได้ ที่ได้เป็นไปให้เลือกมากมายยิ่งนัก
แล้วใยสองเท้าของเขาจึงต้องพาเขาย้อนกลับมาที่ทางแยกนี้อีกเล่า
ภาพตรงหน้าของเขาเริ่มบิดเบี้ยว
คงเพราะมองผ่านของเหลวใสในดวงตา
เสียงของเขาพูดฟังจับศัพท์ไม่ได้อีกต่อไป
มันสั่นเครือเสียจนเกินกว่าจะเรียบเรียงเป็นประโยคได้ใหม่
ถนนเส้นนี้ประกอบไปด้วยกิ่งก้านสาขามากมาย
มีเส้นทางแยกเกินคณานับ
ความเป็นไปได้ซอยย่อยได้ไม่สิ้นสุด
ทำไมฉันยังต้องมาเผชิญกับความรู้สึกนี้
ทำไมฉันจึงต้องมาอยู่ที่นี่
ทำไมต้องเป็นฉัน
ไม่ว่าเขาจะเลือกทางเดินไปทางไหน
ที่ปลายทางล้วนมีแต่ความล้มเหลว ส่งเสียงเรียก รอคอยเขาอยู่
ฉันไม่อยากเดินอีกต่อไปแล้ว
ให้ฉันได้นอนลงตรงนี้ตลอดไปเถอด
เขาเรียกร้อง
แต่ของเหลวที่เรียกว่าเวลา ก็ยังไหลไปโดยไม่อาจจะกักเก็บหน่วงเหนี่ยวไว้ได้เลยแม้แต่น้อย
และเมื่อสิ้นกระแสเวลาไปจำนวนหนึ่ง
ก็ยังจะตามต่อมาด้วยลูกไฟลุกโหม
ไฟที่จะแผดเผาสิ่งที่หยุดนิ่งให้สิ้นสูญสลายไป
ไฟแห่งความรับผิดชอบ - อาจจะเป็นชื่อที่พอใช้ได้
ไม่ว่าที่นี่หรือที่ไหน ต่างก็ไม่มีอะไรจะประกันได้ว่าทุกอย่างจะสดใส
ความล้มเหลวดักรอเราอยู่ทุกหัวมุมเลี้ยว
กลิ่นของความเสียใจอาจคละเคล้าอยู่ในอากาศทุกหนแห่ง
ในตอนที่อ่อนล้าเกินกว่าจะตัดสินใจ
เมฆมืดปิดทางเดินมิด
ไม่มีแสงใดส่องถึง
.
.
.
.
.
.
.
.
"ตอนนั้นขอให้เธอแผดเสียงร้องเพลง, เพลงของเธอ
ดวงดาวแห่งความเป็นไปได้ของเธอ
จะฉายแสงอีกครั้งเอง"
เขาจึงเริ่มร้องเพลง January 18 คน ละ สเกลสเกล (น.) ทับศัพท์จากภาษาอังกฤษ มีความหมายประมาณว่า ขนาด สัดส่วน มาตราส่วน และอีกหลายหลายส่วน (แต่ไม่ใช่เต้าส่วน)
แต่คำนี้ยังมีความหมายเฉพาะแบบที่เข้าใจในคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ (และที่อื่นอื่น ที่ทำงานช่างช่าง)
เป็นไม้บรรทัดที่มีหน้าตัดเป็นทรงสามเหลี่ยม
ที่ไม้บรรทัดนี้ต้องบ้าบอมีเหลี่ยมมีมุมมากมาย และได้รับขนานนามฝรั่งให้ดูมียศถาบรรดาศักดิ์นั้นมีเหตุผลอยู่มากมาย
เพื่อให้เข้าใจง่ายก็จะขอเกริ่นยาวสักหน่อย
คือ งานสถาปัตย์ - แบบที่คนทั่วไปเข้าใจร่วมกันได้ง่ายง่าย ก็คือการสร้างบ้าน
บ้าน - หนึ่งในปัจจัยสี่ที่ช่วยห่อหุ้มชีวิต มนุษย์จากภยันตรายห้อมล้อม และนอนหลับสบาย
ด้วยการที่มันคือสิ่งที่ใหญ่กว่าตัวเรา การจำลองขนาดจึงเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เพื่อที่เราจะได้เข้าใจภาพรวมของมัน
และการจำลองมันลงมา ให้อยู่ในขนาดที่ เล็ก พอจะเห็นภาพรวม และ ใหญ่ พอที่จะเข้าใจในรายละเอียดได้นั้น ไม่ได้มีอยู่เพียงสเกลเดียว
ในทุกแบบก่อสร้าง จะประกอบด้วยสเกล มาตราส่วนที่หลากหลายเสมอ
เพื่อแสดงทั้งในส่วนของ ภาพรวม และ รายละเอียด ซึ่งไม่ได้สำคัญน้อยไปกว่ากันเลย
ฉะนั้นในแต่ละแง่มุมของสเกลนั้น ก็คือสเกล หรือมาตราส่วนต่างต่างกันมากมาย ที่จะนำเสนอแง่มุมต่างต่างของแบบชิ้นนั้นออกมา
แน่นอนว่า ไม่มีสเกลใด จะถูกหรือผิด - เพราะแท้จริงแล้ว แบบชิ้นเดียวกัน ไม่ว่าจะมองในสเกลไหนก็เป็นแบบเดียวกัน
แต่มันก็จะมีกาละ - เทศะของมันอยู่เช่นกัน
สเกลจะเป็นเหมือนเลนส์และชัตเตอร์ ที่รับเอาแสงสว่างร่างภาพของโลกในมุมหนึ่งตีกรอบเก็บไว้ในระนาบสี่เหลี่ยม
เพราะว่ากระดาษแผ่นเดียว ไม่อาจนำเสนอโลกทั้งใบได้
แต่เราก็สามารถที่จะเลือกเฟ้น หาแง่มุม บริบท หรือ, ถ้าจะให้คล้องกับที่กล่าวมา และถ้าคุณจะเข้าใจ, สเกล ที่จะเล่าเรื่องเกี่ยวกับโลกใบนั้น หรือความฝันชิ้นนั้นออกมาให้ผู้อื่นได้เข้าใจ
และสเกลยังอาจเป็นได้กระทั่งการแสดงบุคลิกลักษณะนิสัย แสดงตัวคาร์แรคเตอร์ของแบบที่ปรากฎออกมาได้อีกด้วย
แต่เด็ก, เราได้หัดใช้ไม้บรรทัด เริ่มต้นก็ใช้ขีดเส้นตรง บ้างก็ใช้วัดขนาดสิ่งต่างต่างเป็นเซนติเมตร เป็นนิ้ว ก็ว่าไป
แต่เมื่อเราเติบโตขึ้น เรียนรู้และเข้าใจ ความเป็นไป กลิ่นเสียงขนาดอารมณ์ อุณหภูมิ ความชื้นสัมพัทธ์ของโลกรอบตัว มากขึ้น
เราก็เริ่มที่จะสร้าง ไม้บรรทัด ต่อสิ่งต่างต่าง ขึ้นมาในใจเรา - อย่างอัตโนมัติ
เราเริ่มจะบอกได้ว่า เก้าอื้นี้แม่งสูงไปว่ะ เสียงเชลโล่นั้นเป็นอีแฟลต บ้านนี้อากาศดี วันนี้ฉันมีความสุข
มันเป็นเรื่องอัตโนมัติแสนธรรมดาที่ไม่อาจห้ามได้
และนั่นคงไม่มีปัญหาอะไรที่เราอยู่คนเดียวบนโลก
เพราะว่า บางคนก็เชื่อมั่นหนักหนาว่าสิ่งที่ตัวเองมองเห็น คิดว่าเป็น คิดว่าใช่ คือความจริงแท้เดียวสมบูรณ์
ซึ่งนั่นก็อาจใช่ - ในมุมของคุณ
แต่ก็ไม่ใช่อะไรที่จะใช้บ่งบอกได้หมดว่าสิ่งใดจะ ถูก หรือ ผิด เสมอไป
ยังมีบริบทมากมาย ประสบการณ์ที่แตกต่างกันของมนุษย์ทุกผู้ ก่อกำเนิดแง่มุมในการตีกรอบมองโลกใบนี้ในมุมที่หลากหลายเกินกว่าจะจินตนาการ
ฉะนั้น, บางทีถ้าคุณว่าง และอยากเห็นโลกในมุมอื่น
นั่งลง จับเข่า คุยกับคนต่างสเกล
และจดจำสเกลนั้น มาเพิ่มเป็นเหลี่ยมมุมในไม้บรรทัดน้อยน้อยในตัวคุณ
คุณอาจจะได้เห็น ดื่มด่ำ ได้กลิ่น รู้สึก ได้สัมผัส ได้ยิน โลก ในแบบที่ต่างไป, กว้าง, มากขึ้น
ก็คงดีไม่ใช่น้อย
และสุดท้าย, คำแนะนำส่วนตัว
อย่าเพิ่งเพิ่มสเกลใหม่ใหม่ เข้ามาในตัว
ถ้าสเกลในตัว ยังมีเยอะเกินจะใช้หมด January 17 ะ ร า ษ า ภเวลาที่คิดแล้วเขียนเลยก็จะได้ประเด็นแบบหนึ่ง
แต่ถ้าอยากเล่าเรื่องนั้นอีกครั้งด้วยภาษาที่ยากขึ้น เช่นภาษาภาพ
เราต้องปั่นมันในหัวอีกไม่รู้กี่ครั้ง กลั่นกรอง เอาก้อนตะกอนออกมาปั้นเป็นเส้นเป็นร่าง
ยิ่งเนื้อหายากเท่าไร ปัญหาก็เหมือนจะรออยู่ เหมือนใยแมงมุมรายล้อม ไม่ยอมให้พลาดแม้เพียงก้าวเดียว
กว่าจะได้ภาพที่แยบยลเล่าเรื่องได้ดังที่ตั้งใจแล้ว อาจต้องใช้เวลา
ภาษาถ้าใช้บ่อยก็พูดคล่อง
คิดและเข้าใจในทุกถ้อยที่สื่อออกไป และรับเข้ามา
แดดฤดูหนาวเดียวกัน ในที่หนึ่งคือความอบอุ่น ในที่หนึ่งคือความร้อนรุ่ม
ผมยังคงสาวเท้าก้าวผ่านแสงเหล่านั้น
และยังคงฝึกพูด เป็นภาษาต่างต่าง i a pลมหนาวชื้นบนเรือนไม้ไผ่
ฤดูหนาวที่ยาวนานเพียงไม่กี่ค่ำคืน กับจังหวัดทางภาคเหนือที่ห่างเหินกันไปนาน
เบียร์ลีโอ ถูกบริโภคไปกว่าลัง ก็พอช่วยให้อุ่นได้บ้าง แต่ทีท่าที่ร่างกายจะทนทานอากาศหนาวได้ดีขึ้นกลับยังไม่มีเลย
ที่อำเภอแห่งนี้ มืชื่อเสียงมาก เรื่องความเป็นที่ท่องเที่ยว
บรรยากาศที่ดี เหมาะแก่การมาพักผ่อน
เป็นเดสติเนชั่นที่ดีของการเดินทาง
สุดท้ายก็แค่การนำเอาบริบทใหม่ มาย่อยลงในเครื่องปั่น แล้วก็ปล่อยออกมาเป็นสินค้าเดิมเดิม
ดูศิลป์ - อืมม แต่ศิลปะในประเทศนี้ทำไมมันมีอยู่น้อยสไตล์จังวะ
ถนนที่นี่ ชวนให้รำลึกถึงถนน เปี่ยมชาวต่างชาติที่เมืองกรุง
ผมเองก็คงคล้ายคนต่างชาติของที่นี่
และสิ่งที่ผมจะได้กลับไปก็คงเป็นแค่สินค้าที่ดูดี และความทรงจำดีดีกับคนดีดี
แต่ไม่ใช่วัฒนธรรมดี January 03 glair"เจิดจ้า"
.
.
.
.
.
.
.
.
"เจิดจ้าหรอ ชื่อเธอตลกจัง"
"ไม่ใช่จ้า ไม่ใช่จ้า ชื่อ เจิด เฉยเฉย จ้า"
และวันนั้นเธอก็ได้เพื่อนใหม่ เป็นหนุ่มสุพรรณชื่อเจิด January 01 time passedหนึ่งปี ที่ล่วงเลย มันเร็วเกินไปกับฉัน December 17 สดับ.
.
.
แรงถีบที่ทุ่มเทไปไม่เคยเสียเปล่า
.
.
.
ถ้าอยู่คณะผมคงจะพอเข้าใจ
มันจะมีอยู่เรื่องหนึ่งที่รุ่นพี่ส่งต่อมาให้เราได้ครุ่นคิด
ตอนรับน้องพวกเขาจะคอยเตือนให้พวกเรา เต็มที่
ซึ่งผิดวิสัยปกติที่ผมถนัดอยู่สักหน่อย
แน่นอน, มันหลุดจากปากผม เลยเหมือนจะฟังดูดีเกินจริงสักหน่อย
แต่ผมว่า ผมชอบที่จะสดับฟังการเลื่อนไหลของเวลา
มากกว่าจะว่ายไปในเวลา
แต่ถึงงั้นก็เหอะ, ผมไม่มีทางเลือก
ชีวิตคือเวลาสั้นสั้นช่วงหนึ่งที่เรายังมีลมหายใจอยู่
ก็เลยไม่พ้น, ไม่อาจพ้น, ต้องเลื่อนไหลไปตามเวลา
แรกเริ่มผมก็โอดครวญ
ปัดโถ่, แล้วนี่พวกเราจะรีบไปไหนวะ
เออ นั่นสิ, แล้วนี่พวกเราจะรีบไปไหนวะ
แล้วฉันควรจะรีบไปตามเขา ทั้งทั้งที่ไม่รู้ว่าจะรีบไปไหน งั้นหรอวะ
.
หยุดกึ้ก
.
สองเท้าไม่ชอบให้ใครมาสั่งการ
มันรับคำสั่ง ขึ้นตรงกับหัวใจ
ดีที่ยังมีเพื่อนอยู่
ฉุดกระชากลากถู
ผมเลยรอดมาได้ จากวันนั้น
คล้ายคล้ายเดินอยู่ในถ้ำมืดมืด
หลงทางอยู่ในนั้นเนิ่นนาน
แล้วเดินออกมาเจอสวนดอกไม้ ในทุ่งโล่งกว้าง
.
.
.
.
.
โลกช่างกว้างใหญ่
ผมรู้แล้ว, ว่าผมอยากไปที่ไหน
.
.
.
.
.
.
.
คุณเคยถีบจักรยานไหมครับ
เวลาที่คุณออกแรงถีบมากมากเพื่อออกตัว
พอไปสักระยะหนึ่งที่เร็วมากพอแล้ว
พอเราหยุดถีบ
ล้อก็จะวิ่งไปตามแรงต้นที่เราถีบไว้ก่อนหน้านี้
.
.
ใช่แล้วครับ
.
. แรงถีบที่ทุ่มเทไปไม่เคยเสียเปล่า
.
.
.
.
.
.
.
ผมว่าผมจะออกแรงถีบ เต็มที่
เพื่อปล่อยโซ่เคลื่อนหมุนด้วยแรงเฉื่อย
เพื่อสดับลมขับขาน
December 10 barefoot on the shoeท้องฟ้ายังมืดมิด สนิท
เริ่มต้นการเดินทางจากซอยเล็กเล็ก
ตึกแถวสองข้างในเงาทะมึน
ให้บรรยากาศหม่นพิลึก
ยังดีที่บางตึกแถวก็มีโคมไฟจีนบ้าง
ปลายทางเป็นศาลเจ้า
ยกสองมือขึ้นพนม
แล้วก็พร้อมออกเดินทาง
เส้นทางในซอยสุทธิพร
เป็นอะไรที่ชวนให้นึกถึงสมัยประถมมาก
เดินมาจนถึงปากซอย
ร้านการ์ตูนขาประจำ
หลังเลิกเรียนต้องรีบออกมาซื้อ
ก่อนที่หม่าม๊าจะมารับ
เป็นแค่แผงหนังสือขนาดเล็กเล็ก
ไม่อยากเชื่อ ว่ามันจะแข็งแรงพอจะผ่านการเวลามาได้นานขนาดนี้
เดินข้ามถนนประชาสงเคราะห์ไป มองกลับมา
ตึกแถวริมถนนนี้แปลกดี
จะเรียกว่าตึกแถวก็คงไม่ถูกต้องนัก เพราะดูก็มีลักษณะเป็นแฟลตเสียมากกว่า
แต่ละชั้นมีบันไดส่วนกลางร่วมกันเป็นช่วงช่วง
โดยยูนิตที่อยู่ติดกันในทางตั้ง จะไม่มีความเกี่ยวข้องกัน
อืมม นี่สินะ
ดินแดนที่ห่างไกลจากของเขตของ 'อินทีเรียดีไซเนอร์'
วิ่งผ่านหน้าแฟลตดินแดง
ย่านนี้มันแห้งแล้งจนน่ากลัว
ทั้งที่เต็มไปด้วยผู้คนเต็มอาคารสูงห้าชั้นบนพื้นที่ขนาดใหญ่นั่น
แต่กลับไม่มีบรรยากาศของ ชีวิต เจือจางอยู่มากนัก
ผ่านไปถึงที่สามเหลี่ยมดินแดง
กลางถนนขนาดกว้างเกินจะใช้ในยามค่ำคืน
spiral cord ที่ทำให้เมืองที่แสนหนาแน่นนี้ ต้องมีช่องว่างไว้รอรถวิ่งใหญ่เสียขนาดนี้
กลุ่มคนบนรถกระบะ ยืนเล่น นั่งเล่น อยู่ในชุดยูนิฟอร์ม ของมูลนิธิร่วมกตัญญู
พลันนึกถึงข้อความที่เพิ่งอ่านจากหนังสือพี่ก้อง 'ต้นไม้ใต้โลก'
เออ, กรุงเทพน่าจะทำถนนเล็กเล็กกว่านี้แล้วขี่จักรยานกันดีกว่านะ
ยิ่งคิดก็ยิ่งเข้าท่า
ผมชอบขี่จักรยานนะ
แถมเดี๋ยวนี้คนเร่งรีบเดินทาง
เพื่อเอาเวลาไปเล่นฟิตเนส
ก็ขี่จักรยานกันสิวะ
เดินเดินคิดคิดเรื่อยเปื่อย
ผ่านซอยหัวมุม
ป้ายเขียนว่า
ราชวิถี 1
เห้ย, ตีพแม่งโคตรลึก
แบบเป็นซอยที่อะไรจะตรงแด่วได้ขนาดนั้น
เลยถึงกับต้องจำชื่อไว้สักหน่อย
เป็นที่ระลึก
เดิน เดิน เดิน
ผ่านอนุเสาวรีย์ที่เงียบเหงา
บนเส้นระหว่างทางไปพญาไท
ก็เจอรถเอาป้ายหาเสียงของพรรคประชาธิปปัตย์ เวอร์ชั่นล่าสุดมาติด
เป็นเกี่ยวกับมาตรการเร่งด่วย 99 วันอะไรของเค้าเนี่ยแหละ
เออ ลืมพูดไป เนี่ยเดินเดิน ป้ายหาเสียงมันเยอะเสียจริงนะ
แต่ดูแล้วไม่เห็นจะมีใคร ที่ดูจะเป็นตัวแทนผมได้สักคนเลยว่ะ
เหมือนทุกพรรคจะมีแต่คำสัญญาว่าจะทำโน่นทำนี่
ราวกับว่าถ้าเลือกคนอื่น แล้วจะไม่สนใจให้เรื่องที่พูดนั้นมันเกิดขึ้น
ผมละสงสัยจริงจริง ว่าถ้าคนคนหนึ่งพยายามจะทำอะไรเพื่อเปลี่ยนแปลงสังคมจริงจริง
มันจำเป็นต้องใช้ยศและอำนาจเสมอไปหรืออย่างไร
อีกอย่างพรรคพวกนี้ ก็มีแต่จะโฆษณาว่าจะทำอันนั้น จะทำอันนี้
แต่ไม่ได้เสนอแนวทางความคิดของตัวเองเลยว่า เชื่อในอะไร จะขับเคลื่อนสังคมไปทางไหน
เอาแต่ตอบเซฟเซฟ ขอให้ทุกคนเลือกผมให้หมดละกันครับ
งี่เง่า
ทำเพื่อทุกคน หรือไม่ได้ทำเพื่อสักคน
ระหว่างที่เอาความคิดของผู้ใหญ่ที่เคยฟังมา มาผสมกันเป็นสองย่อหน้าที่แล้ว
ผมก็เดินเล่นไปด้วยสปีดเดียวกับรถกระบะที่ขนป้ายหาเสียงมาติด
ลุงคนที่ดูแก่แก่นิ่งนิ่ง ไม่รู้ว่าแกง่วงหรือไง คอยขับไป ถึงที่ก็จอด แล้วนั่งนิ่ง
ขณะนั้นชายหนุ่มสองคนก็จะโผล่เสนอตัวออกมาเอาป้ายมายึดลวดติดกับเสา
แล้วผมก็จะเดินแซงไปในจังหวะที่เขายึดป้าย
สลับกับโดนเขาแซงเมื่อเขายึดป้ายเสร็จ
ตลกดี
คล้ายมีเพื่อนร่วมทาง
ไปจนถึงสะพานหัวช้าง
หน้าวังกาดสวนแก้ว ได้ยินเสียงนกร้อง
เป็นเมโลดี้สองตัวสเลอกัน
ผิวปากตามเสียงนั้น
เดินไปจนถึงคณะ
ตีสี่ยี่สิบนาที นาฬิกาที่ป้ายรถแท็กซี่บอก
แผนต่อไปของผม
คือผลาญเวลารอเวลาที่รถประจำทางจะออกวิ่งพล่านเมืองในอีกสักสองชั่วโมงข้างหน้า
ยืนจ้องประตูกลาง
นึกถึงความหลังตั้งแต่ครั้งแรกที่มาที่นี่
ครั้งที่ประกาศตัว
คราวแรกที่วิ่งเข้าผ่านประตูนั้นในฐานะนิสิตคณะนี้
ลอยกระทงตอนปีหนึ่ง
ครั้งแรกที่ได้เล่นดนตรีหน้าประตูนี้
คราวแรกที่ได้ดูวงมอร์นิ่งเซอฟเฟอร์
ครั้งแรกที่ได้เห็นภาพคอนเสิร์ตจากด้านหลัง
คราวแรกที่ได้ดูวงรวยกุ้งในเทปฮอตเวฟมิวสิคอวอร์ตครั้งนั้น เล่นสด
ประหลาดดี จู่จู่ก็เพิ่งรู้สึกว่า สเปซของประตูกลางนี้มันสวยดีนะ
นึกภาพซุ้มขายบัตรละคอนทุกครั้งที่เคยเห็นมา
ใช้เวลานานกว่าที่คิด
จู่จู่เจ้าแยมโรลก็หอนประสานเสียงกับหมู่หมารายรอบ
กระผมก็จึงทนเสียงประสานหลงคีย์นั้นได้ไม่นานก็ออกเดินทางไปที่ป้ายประจำทาง
กว่า 73ก จะผ่านมาฝั่งผม มันก็วิ่งผ่านฝั่งตรงข้ามไปแล้วถึงสามคัน
เอ้, ผมว่าเหตุการณ์แบบนี้มันเกิดขึ้นบ่อยพิลึก
พอได้ขึ้นมาในที่สุด
2427707
ราคา 14 บาท
อื้มม
เลขเจ็ดสามตัว
วันนี้ คงโชคดี
มาลงถึงปากซอย
ตลาดกำลังตื่นตัว
ร้านรวงกำลังเตรียมข้าวของ
มาถึงหน้าบ้าน
ท้องฟ้ากำลังเปิดม่านตาอย่างเชื่องช้าต่อหน้าต่อตา
ผมเอาเก้าอี้มาวางที่ระเบียงบ้านนั่งจ้องท้องฟ้า
glory เอ้, จะใช้คำอะไรดีเป็นภาษาไทย
ท้องฟ้าสว่าง สีแดง ปนม่วง
เวลาผ่านไปสีแดงค่อยค่อยเดินผ่านสีม่วงมาเป็นสีฟ้า
แสงสว่างค่อยค่อยชัดเจนขึ้น
นกกระจิบ ร้องจุบจิบ จุบจิบ
อื้มม
เช้าแล้ว sadi am sad
i did not choose to be sad
i just sad
i am in love with the girl called happy
i am not too sad
when she is around
but i know
i am about to addict to her
addict to happiness
i know because
when i am alone
i am very very sad than before
.
.
.
.
.
.
first, i think it is very bad
to be very sad
when there is a time without her
but then, i start to think
that it is fine to be sad
when i am not happy
because it is not bad to be sad
because i am sad
and because i am what i am
so that can not be bad when i am sad
so i start to be a good sad
good sad is sad, but not bad
.
.
.
.
.
.
i am sad
i did not choose to be sad
i just sad
i am in love with the girl called happy
i am not too sad
when she is around
and when i am alone
i am very very sad
but it is not bad
because i am a good sad
December 09 suddenly my life, worthถอดความจาก ความทรงจำถึงตอนหนึ่งของ Vagabond ที่ผมเคยอ่านมา . เฒ่าขี้เมา อดีตนักดาบเจ้าสำนักใหญ่
ใช้ชีวิตอย่างไร้ค่า แก่ตัวลง ฝีมือดาบถดถอย ถูกศิษย์ทรยศ
กลายเป็นคนที่ไม่มีอะไร การเกษตรก็ทำไม่เป็น ทำได้เพียงขอข้าวเพื่อนบ้านกินไปวันวัน
กระทั่งเด็กคนนั้นมาถึง
ทารกน้อยจากท้องทะเล
เด็กชายผู้ล่องลอยมาพร้อมดาบเล่มยาว
ชีวิตของพ่อเฒ่าเปลี่ยนแปลงไป
จากชีวิตที่ถึงจะอดสูเพียงใด เขาก็ยอมพ่ายจำนนง่ายดาย
แต่จากนี้ เขามีอีกหนึ่งชีวิต ที่ต้องดูแล
ชีวิตเขาจึงมีความหมายขึ้นมา
เหตุการณ์ผกพลิกผันหลายครา
จนพ่อเฒ่าได้กลายมาเป็นเจ้าสำนักดาบเล็กเล็กอีกครั้ง
คอยสอนชาวบ้านละแวกนั้น มีชีวิตที่ดีขึ้นมาอีกครั้ง
แต่ปณิธานอย่างหนึ่งที่เขาตั้งไว้ อย่างแน่วแน่
จะไม่สอนวิชาดาบให้เด็กน้อยผู้นี้
เพราะเขาไม่อยากให้เด็กน้อยผู้นี้ ต้องมาเดินบนเส้นทางที่เขาเคยต้องผ่าน
เส้นทางแห่งการฆ่าฟันที่เคยทำร้ายเขามาแล้ว
แต่ด้วยพรสวรรค์ที่ผูกพันเขามาแต่กำเนิด
เมื่อเด็กน้อยเติบใหญ่กลายเป็นชายหนุ่มเต็มตัว
และแล้วเด็กชายผู้มาพร้อมดาบยาวจากท้องทะเล
สุดท้ายก็ต้องจากไปสู่เส้นทางแห่งดาบจนได้ในที่สุด
พ่อเฒ่าแรกก็เศร้าเสียใจ
แต่เมื่อเขามายืนมองท้องทะเล
นึกภาพเด็กชายคนนั้น เติบโตขึ้นมาเคียงข้างเขา
ภาพทุกครั้งที่เขากับเด็กน้อยประดาบ
จนกระทั่งวันที่ เด็กน้อยผู้นั้นจากไป
เขาจึงเพิ่งเข้าใจว่าทุกอย่างนั้นไม่ไร้ค่า
ลมทะเลพัดกระทบหน้า
ตัวต่อของความหมายที่กระจัดกระจายในชีวิตพ่อเฒ่า ทันใดก็ต่อกันสนิท
คำพูดนั้นเหมือนจะเป็นความจริง ที่ลอยอยู่สักที่มาเนิ่นนาน
แต่วันนี้ลมทะเลได้พัดมันคืนกลับมาหาเจ้าของอีกครั้ง "ชีวิตข้า มีความหมาย เมื่ออยู่ใกล้ดาบ"
เขาพูด
และยิ้ม
December 07 กลั่นแยกส่วนเมื่อตอนกลางวันที่ผ่านมา
ขณะที่ผมกำลังตรวจงานอยู่ในห้องสตูดิโอ ภาคอินทีเรีย
ผมได้สูญเสีย
นิตยสารไป
เล่มหนึ่ง
คือเมื่อวานเนี่ย
ก่อนที่ผมจะไปทำงานกลุ่มนี้ที่บ้านเพื่อน
ผมได้โฉบเอา
นิตยสาร
ไบโอสโคป
เล่มล่าสุด
มาจากแผงหนังสือ
เพื่อขยายความ
ผมแม่ง
ชอบนิตยสารเล่มนี้มาก
ไม่ใช่เพราะผมอินกับวงการภาพยนตร์มาก
แต่เพราะผมรู้สึกว่า
สาระที่ประกอบขึ้นเป็นนิตยสารเล่มนี้แต่ละเล่ม
มันคือสาระแบบที่
ตรงกับความต้องการของผม
ที่จะเสพ
แค่ว่าของบางชิ้น
ไม่อยู่
ในที่ที่มันควรจะอยู่
และไม่มีความเป็นไปได้อื่นที่มันจะหายไป
โดยไม่ได้โดนใครอื่นหยิบไป
ซึ่งนั่นจะหมายถึงครั้งที่สองแล้ว
ของนิตยสารนี้
ที่มันจะหายไป
ในห้องนี้
เอาเถอะ
ผมจะหยุดความทรงจำของหนังสือเล่มนั้นไว้ที่บรรทัดนี้
แต่ผมจะเริ่มเล่าไปถึง
อารมณ์ของผม, ต่อจากเมื่อสรุปความได้ว่า มัน หาย ไป แล้ว
ส่วนตัวสำหรับผม, มันเหมือนบาดแผลเรื้อรัง
ตั้งแต่เมื่อคอมพิวเตอร์โน้ตบุคราคาบาดใจ หายไปจากโต๊ะทำงานในบ้านของผมเอง
หลังจากนั้น
ความรู้สึกเมื่อมีบางอย่างของเรา
ถูกขโมยไป
มันโกรธอย่างบอกไม่ถูก
มันสบถออกมาไม่เป็นคำ
พุ่งพล่านประหลาดไม่อาจควบคุม
ความคิดจะพุ่งไปสู่ความเป็นไปได้ล้านอย่างที่อาจจะเกิดขึ้นของสิ่งนั้น
สมองเร่งระบบประมวลผลรัวยิก ทั้งที่ไม่อาจจะหาคำตอบของเรื่องราวได้
ใช้เวลา กับการบ่นยาวเหยียด
แล้วผมก็สงบลง
แล้วก็
เลิกคิดถึงมัน
แต่สิ่งที่คาใจผม
คือการที่ผม
ควบคุมอารมณ์ไม่ได้
ปล่อยให้ความคิดนี้ลุกลามผลาญอารมณ์ผม
จังหวะนี้ผมอาจจะสรรหาคำคมจากหน้าหนังสือดีดีที่ผมเคยอ่านมาใช้ได้
แต่ผมก็สงสัยจริงจริงว่า
ผู้เอ่ยหรือผู้เขียนคำคมเหล่านั้น
จริงอยู่ว่าเขา ครั้งหนึ่งเคยสังเคราะห์เอาความหมายคมคายนั้นออกมา
แต่หลังจากที่เขาได้ความหมายนั้นขึ้นมาในใจแล้ว
เขาสามารถรักษาความหมายนั้น ไว้ในใจ
แล้วเดินไปต่อตามครรลองนั้นได้หรือไม่
เคยไหมที่เขาจะหลงทาง ก้าวพลาด หกล้ม
หากยิ่งความคิดคมคายมากขึ้น
จะหมายถึงว่าเราจะสะดุดขาทางอารมณ์กับตัวเองน้อยลงหรือไม่
หรือมันคนละเรื่อง ไอคิว กับ อีคิว
ความชาญฉลาด กับการบริหารอารมณ์
หรือว่ามันคนละคน
คนที่คิดมันออก กับคนที่ใช้มัน
ถึงอย่างไร, ผมเรียนรู้ที่จะจดจำคำถาม
ปล่อยให้คำตอบเผยตัว
เมื่อกระแสลมพัดโบกใบเรือ
เพราะคำตอบบางอย่าง
จะสำคัญก็ต่อเมื่อว่า
เราได้ผ่านอะไรมาบ้าง
ก่อนที่จะพบมัน
กว่าจะวนเข้าคำนี้ได้ก็ยาวยืดแฮะ
กลั่นแยกส่วน
เหมือนน้ำหอมระเหยที่มีจุดเดือดเฉพาะตัว
ผมจะใช้เวลาเร่งอุณหภูมิ
อย่างเชื่องช้า
ปล่อยให้สารแต่ละชนิด, คำถามแต่ละข้อ
ได้ล่องลอยไปในอุณหภูมิจำเพาะ, เวลาเนิ่นนานรอบริบทเฉพาะตัว
ใช่, เวลาเนิ่นนาน
เพราะคำตอบบางอย่าง
จะสำคัญก็ต่อเมื่อว่า
เราได้ผ่านอะไรมาบ้าง
ก่อนที่จะพบมัน
|
|||
|
|